เพราะมาราธอนแรกมีได้ครั้งเดียว

งานขอนแก่นมาราธอนปี 2017 ผมตัดสินใจลงมินิเพื่อสร้างความท้าทายให้ชีวิต จากคนที่ไม่เคยวิ่ง ไม่ชอบวิ่ง จนสามารถผ่านมินิได้อย่างไม่ยากเย็น (https://foh9blog.wordpress.com/2017/01/29/มินิมาราธอนครั้งแรก/) ผมพกความภาคภูมิใจอันแรงกล้ากลับกรุงเทพ แต่ระหว่างรอขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพนั้น ความภาคภูมิใจนั้นก็ถูกทำลายอย่างหมดสิ้น เนื่องจากผมเห็นคนกลุ่มนึงเดินโขยกเขยกรอขึ้นเครื่องไฟล์ทเดียวกับผม ทุกคนใส่เสื้อ Finisher 42.195 km นั่นคือเครื่องหมายของผู้ผ่านสมรภูมิฟูลมาราธอนเมื่อเช้า ผมได้แต่คิดในใจว่าสักวันผมจะใส่เสื้อตัวนั้นบ้าง

ผมเก็บความอยาก แต่ก็ไม่ได้มีแผนจะสานต่อมากมายนัก ด้วยต้นปีเปลี่ยนงานใหม่ งานยุ่งจนแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยน คือโครงการ First Marathon at KKIM เป็นโครงการของกลุ่มวิ่งทะลุไมล์ ซึ่งผมก็สมัครโดยไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวเอง และเงื่อนไขของโครงการนี้คือต้องไม่เคยผ่านฟูลมาก่อน และต้องลงสมัครตั้งแต่เดือนกันยายนด้วย

หลังจากที่ผมสมัครไป ก็มีตารางซ้อมส่งมาให้ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ตุลาคมถึงมกราคม รวมทั้งสิ้น 4 เดือน โค้ชที่ดูแลผมและตามการบ้านคือโค้ชเจมส์ เริ่มต้นทีมเรามีลูกทีม 4 คน แต่จนแล้วจนรอดเดือนสุดท้ายเหลือผมส่งเข้าประกวดคนเดียว และกลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวของทีม ฮ่าๆๆ ฟังดูยิ่งใหญ่มากกกกกก ถามถึงผลการซ้อมของผม ผมกล้าบอกเลยว่าน่าจะทำครบประมาณ 50% มั้ง ด้วยงานที่เยอะตื่นเช้ากลับค่ำ แต่ก็พยายามซ้อมให้มากที่สุด

ก่อนวันแข่งแผนการวิ่งของผมคือการบริหารเวลา 7 ชั่วโมงให้ดี เพราะไม่เคยคิดว่าจะเข้าก่อนหน้านั้นมาก โดยประเมินจากเพซที่ซ้อมแล้ว น่าจะจบได้ 6.30 ชั่วโมง การวิ่งครั้งนี้ให้เวลา 7 ชั่วโมง เริ่ม 04.15 น. จบ 11.15 น. และคัทออฟ ที่ กม 32 เวลา 10.00 น. ดังนั้นแผนที่ผมกับโค้ชวางไว้คือ 15-16 กม.แรก ถึง 06.15 (2ชั่วโมง) กม. ที่ 32 ให้ถึงตอน 9.15 น. ที่เหลืออีก 10 กม. ก็เดินยาวๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายบาดเจ็บ และก่อนแข่งน้าชายได้แนะนำเนกาทีฟสปลิท ด้วย ผมเลยตั้งใจจะเอาทั้งสองเทคนิคประยุกต์ด้วยกัน

ปัจจัยสำคัญการวิ่งครั้งนี้คือการบริหารร่างกายและเวลา ไม่ให้บาดเจ็บก่อนถึงกม.ที่ 32 และการเติมพลังงานให้พอ ผมได้ Ezidrag ที่พี่นุ้ยแวะเอามาส่งให้ที่ออฟฟิศเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก ด้วยรสชาติดีกว่า GU gel เยอะ อิ่มท้องกว่าด้วย แต่ต้องค่อยๆกัด และจิบน้ำเพื่อให้ลื่นคอหน่อยและไม่แน่นท้องเกินไป ผมเตรียมไว้ 3 แท่ง แต่ได้แบ่งให้พี่ปุ๊กรุ่นพี่ที่ช่วยคุมเพซให้ (เจอกันระหว่างทาง) และลากผมเกือบ 20 กม. ผมแบ่ง 2 แท่งที่เหลือหมดก่อนเข้าเส้นชัยไม่นานนัก

ตอนออกตัวผมอยู่กับรุ่นพี่หลายคน แต่พอเริ่มทุกคนก็วิ่งตามเพซตัวเอง เพซสวีปเปอร์อย่างผมไม่ต้องคิดไปวัดกับเขาเลย ฮ่าๆๆๆ ณ จุดนี้คำของน้าชายลอยมา ให้วิ่งคุมเพซตัวเอง ไม่ต้องสนใจคนอื่น ด้วยความเร็วเพซซ้อม -30 วินาที ผมก็พยายามคุมให้เพซ 8 แต่ดูหัวใจแล้วค่อนข้างสูงเกินไป เลยตัดสินใจลดความเร็วเพื่อประคองให้เข้าเส้นดีกว่า วิ่งไปวิ่งมาเจอโค้ชเลยประคองความเร็วด้วยกัน จนถึงกม.ที่ 13 บริเวณวัดหนองแวง ตอนนั้นเอ็นหลังหัวเข่า ITB ดันเจ็บขึ้นมา ทั้งๆที่ยืดเหยียดก่อน เลยเปลี่ยนแผนลดความเร็วลงอีก ให้โค้ชทิ้งผมไปได้เลย ผมก็วิ่งประคองหัวใจแถมต้องประคอง ITB อีก งานนี้ท่าทางจะยาวแน่นวล เวลาวิ่งตอนนี้ถือว่ายังอยู่ในแผน 15 กม.แรก ก่อน 6.15 น. ตอนนี้วิ่งยาวๆไปเรื่อยๆ เจอหน่วยพยาบาลเลยขอฉีดสเปรย์เพื่อให้เอ็นคลายๆหน่อย จนกม.ที่ 18 เจอพี่ปุ๊ก เข้าสูตรเดิมกับงานบางแสน21 แวะกินน้ำทุกสถานี จนผ่านหลักกม.ที่ 20 ครึ่งทาง จุดนี้นอกจาก ITB แล้ว ตะคริวเลยส่งสัญญาณเตือนอ่อนๆ จนต้องเดินสลับเพื่อคลายกล้ามเนื้อ และต้องไม่ให้ตะคริวขึ้น

ผมกับพี่ปุ๊กก็วิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ จนถึงกม.ที่ 25 มาถึงจุดโหดด่านที่ 2 คือเส้นเลี่ยงเมือง ตรงมียาวๆ ไม่มีร่มไม้ แต่วันนี้โชคดีที่มีเมฆเยอะ ทำให้อุณหภูมิไม่สูงมาก ขณะนี้เวลา 7.44 น. คำนวณเวลาแล้วมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆกับ 7 กม. ที่จุดคัทออฟ ซึ่งเวลาเหลือเฟือ ขณะนี้ตะคริวมาทักทายเป็นระยะ เลยจำเป็นต้องเดินและจิบน้ำเรื่อยๆ เดินไปยาวๆ คุมเพซให้ต่ำกว่า 10 นาทีต่อกม. ซึ่งสูงกว่าความเร็วซ้อมของผมไม่มาก

ผม: พี่ปุ๊กครับถ้าพี่จะเดินเมื่อไหร่บอกได้เลยนะครับ
พี่ปุ๊ก: ได้ๆถ้าโน้ตจะเดินก็บอกนะ
***สรุปไม่มีใครชวนเดินเลยต้องวิ่งไปอีก 2 กม. ฮ่วยยย

จนในที่สุดผมก็แบกร่างอันใหญ่โตมาถึงกม.ที่ 32 ตอนเวลา 9.00 น. ซึ่งดีกว่าที่เราวางแผนไว้ 15 นาที ตะคริวไม่ต้องถาม ITB ไม่ต้องพูดถึง ขาตอนนี้เริ่มตึงพอสมควร แต่ก็ยังก้าวไปเรื่อยๆได้ หลังจากนี้จะกลายเป็นหนังดราม่าแน่นอน เพราะรู้ว่าเส้นทางจากนี้จะขึ้นเนิน 3 ลูกก่อนเข้าประตูเจ้าพ่อมอ แถมเป็นช่วงระยะชนกำแพงที่หลายๆคนกล่าวถึงและเตือนให้นักวิ่งฟูลหน้าใหม่ต้องระวัง แต่สำหรับผมแล้วไม่รู้สึกถึงกำแพงเลยเพราะกิน Ezidrag ตลอด (พื้นที่โฆษณา) ฮ่าๆๆๆ เติมเรื่อยๆจะช่วยให้เราไม่เจอกำแพง แต่ตอนนี้ยิ่งหนักกว่าเดิมเพราะวิ่งไม่ได้ ด้วยเป็นเนินแค่เริ่มเกร็งขาจะออกตัว ตะคริวก็เตือนทันที ส่วน ITB ก็เหมือนดูเจ็บน้อยไปเลย เพราะไปโฟกัสที่ตะคริวมากกว่า สรุปว่า เดินต่อไปปปปปปปปปปป


เข้าผ่านประตูเจ้าพ่อมอดินแดง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมข.รู้จักดี เหลือแค่ 6 กม. บรรยากาศเปลี่ยนจากด่านก่อนๆ เพราะต้นไม้เยอะ สีเขียวทำให้สบายตา และเย็นกว่าถนนเลี่ยงเมือง สวรรค์ของนักวิ่งโดยแท้ ผมเริ่มออกจ็อกเบาๆ สลับเดินเป็นช่วงๆ ผมกิน Ezidrag หมดแล้วที่กม.นี้ ที่เหลือคือพลังงานที่สะสมอยู่ ฮ่าๆๆๆๆ เวลาขณะนี้ 9.30 น. ผ่านไปแล้ว 36 กม. แดดแรงพอสมควร เมฆหายเกือบหมดแล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นแบบรู้สึกได้เลย นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าหัวใจจะเต้นเร็วไป และภาวะขาดน้ำได้ ผมไม่คิดอะไรมากเริ่มเดินอีกครั้ง เดินผ่านวงเวียน อาคารอธิการบดี งานเกษตร จนถึงร.ร.สาธิต เหลืออีก 1 กม. สุดท้าย ผมตัดสินใจจะใส่ให้หมดแม็กซ์ เลยเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง ตัวเลขบอกระยะทางถอยหลังลดลงทีละ 100 เมตร มันช่างหน้าตื่นเต้นเหมือนน้าชายบอกเลย จน 50 เมตรสุดท้าย แถบพรมแดงที่จะนำทางนักวิ่งฟูลเข้าเส้นชัย มันช่างหอมหวานเสียจริงๆ ที่เส้นชัยมีช่างภาพหลายสำนักมาก ต้องเข้าแบบหล่อๆ ความรู้สึกตอนนั้นมันจะอิ่มเอิบ สะใจที่ผ่านฟูลได้ พูดไม่ออก ดีใจ ผสมผสานกันไป

สุดท้ายนี้ไม่อยากจะป้ายยานะ ครั้งหนึ่งในชีวิตลองฟูลสักครั้งก็พอ แล้วจะรู้ว่าความทรมานบันเทิงมีอยู่จริงงงงงงงงงงสุดท้าย 2 ขอขอบคุณพี่เจมส์โค้ชตามการบ้านและวางแผนการวิ่ง ขอบคุณน้าชายและพี่นุ้ยสำหรับคำแนะนำและ Ezidrag และขอบคุณพี่ปุ๊กที่ช่วยลากผมจนจบได้ รวมถึงทีมงานที่ EGA ที่ร่วมซื้อรองเท้าวิ่งคู่นี้ที่พาผมจบฟูลครั้งนี้

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ย่องมาดูงาน Open Forum เรื่อง Digital ID

วันนี้มาฟังสัมมนาเรื่อง Digital ID ที่ SET รัชดา เพื่อมาเรียนรู้ งานนี้มีผู้ให้ความสนใจเยอะมาก ผมได้เจอพบปะญาติสนิทมิตรสหายกันหลายคนเลยครับ จากการฟังในครั้งนี้ผมได้ลองสรุปสิ่งที่ผมได้จากงานดังนี้

เริ่มต้นด้วย ดร.อนุชิต การเอาข้อมูลจากแหล่งที่แท้จริงมายืนยัน ไม่ใช่เจ้าตัวเอาข้อมูลตัวเอง รับรองตัวเอง ประเทศที่ใช้ อังกฤษ เอสโทเนีย และฟินแลนด์

หลายภาคส่วนพยายามจะทำ cross border verification ทั้งธปท. กลต. หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ หากทุกภาคส่วนทำเอง ปัญหาคือความยุ่งยาก หรือการเชื่อมต่อแบบ 1:1 ซึ่งทำได้ยาก และการให้ความรู้ประชาชนอีก จะยิ่งทำให้ใช้งานไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องร่วมกันทำแพลตฟอร์ม

การออกแบบ infrastructure จะต้องไม่อิงกับเทคโนโลยี เพราะเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไป ก็สามารถพัฒนาตามได้

Actors มี Relying Party (RP), Indentity Provider (IdP), และ Authoriative Source (AS) คือแหล่งข้อมูลที่เก็บข้อมูลที่แท้จริง (ผู้ออกข้อมูล) รวมถึง ผู้ใช้บริการ ซึ่งจะใช้ผ่าน Digital ID Platform ด้วย

RP ต้องการข้อมูลของผู้ใช้บริการ แต่ข้อมูลอยู่ที่ AS แล้ว RP จะได้ข้อมูลได้อย่างไร ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องให้อนุญาต และให้ IdP ยืนยันว่าผู้ใช้บริการเป็นบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นจริง

Players

  • Digital ID Foundation
  • Regulator
  • Doing business portal
  • คณะทำงานด้าน technic
  • คณะทำงานด้านกฎหมาย

 

เสวนา

ผู้ดำเนินการเสวนาเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ถ้ามีระบบนี้แล้ว จะใช้แค่ username/password อย่างเดียวหรือไม่

ดร.สรนันท์ ตอบว่า ขึ้นอยู่กับบริการ หากไม่สำคัญมากก็ใช้ได้ แต่หากเป็นข้อมูลที่สำคัญมากก็ต้องใช้มากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระดับความน่าเชื่อถือของการพิสูจน์ตัวตน LOA (Level of Assurance)

 

ดร.อนุชิต เสริมว่า คนหนึ่งคนจะใช้วิธีการยืนยันตัวตนหนึ่งอย่างหรือหลายอย่างก็ได้ แล้วแต่คนๆนั้นจะเลือก ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ และสามารถใช้ได้ทุกบริการ แต่ขณะเดียวกันวิธีการยืนยันตัวตนแต่ละวิธีมีความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน ดังนั้นบางระบบอาจจะต้องการวิธีการยืนยันตัวตนที่สูงกว่าก็ได้ วิธีการยืนยันตัวตนที่ง่าย(username/password)แต่จากหลายๆแหล่ง ก็สามารถทำให้น่าเชื่อถือสูงได้

 

ดร.สรนันท์ การทำงานเริ่มจากการตกลงเรื่องมาตรฐานคำศัพท์ต่างๆ การออกแบบจะเน้นการตอบโจทย์ด้านธุรกิจ และจะ implement ยังไง

 

คุณนฤดม อธิบายว่าหลังจากเข้าใจคำศัพท์ตรงกันแล้ว ทีมอาสาสมัครต่างๆ เกิดจากความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่นธนาคาร ตลาดทุน สพธอ.และ สรอ. เป็นต้น แบ่งระดับของสถาปัตยกรรม

  • Business
  • Data Architecture
  • System Architecture (Application)
  • Technology

Business จัดทำโฟลว์ในการทำงานต่างๆ เช่น UID manangement, Juristic Person Management, Delegation Management, และ Delegation Validation เป็นต้น ซึ่งมีตัวอย่างโฟล์วจะมีให้ดาวน์โหลดในแฟนเพจ

แล้ว Non functional requirement มีประเด็นอะไรบ้างที่สำคัญ

  • Privacy
  • Performance Throughput ทั้งระบบ 1000 TPS, Response time <500 ms
  • Key management คนที่มาร่วมในระบบนี้ จะต้องมีเรื่อง asymmetric key ในการสร้าง digital signature เป็นต้น
  • Scalability
  • Non-repudiation และห้ามปฏิเสธความรับผิดด้วย
  • Traceability รวมถึงตรวจสอบได้
  • Abuse prevention (DoS)

Data Architecture โครงสร้างข้อมูลที่อยู่ในจุดต่างๆ เช่น IdP, AS, Service Catalog Tuple, Request, and UID System Architecture เป็นไปไม่ได้จะมีคนตรงกลางทำหน้าที่ switching ควรจะเป็นแบบ decentralized and distributed system จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หากมีคนปฏิเสธก็ต้องรู้ บันทึกและตรวจสอบได้ และ LoA ถ้าไม่ต้องการให้ตรวจสอบได้ก็ต้องตรวจสอบไม่ได้ ถ้าให้ตรวจ ก็ต้องตรวจได้

 

ดร.ภูมิ ต่อไปถ้าอยากรู้ข้อมูลก็จะยิงคำถามไปที่ระบบนี้ ถ้าผู้อยากได้ข้อมูลเหมาะสมเพียงพอจะได้รับข้อมูล และ AS จะไม่ให้ข้อมูลเอง จนกว่าเจ้าของข้อมูลจะอนุญาตให้ข้อมูลได้ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการผ่าน IdP เจ้าเดียวหรือหลายเจ้าก็ได้ และบางเจ้าอาจจะรู้ข้อมูลบางส่วนก็ได้

สิ่งที่น่าสนใจ

  • Security – No single point of failure และ No single trusted authority เราพึ่งพาเทคโนโลยีเดียวไม่ได้ หรือมี IdP เดียวไม่ได้ เหมือนกับเอสโทเนียหรืออินเดียเพราะอาจจะส่งผลกระทบเมื่อระบบนี้เกิดปัญหาได้ สร้าง Ecosystem of Trust และการทำ Identity Retention Protection ยืนยันได้ว่าถ้ามีบัญชีอยู่ในระบบนี้แล้วจะไม่มีทางปลอมตัวได้ (ระบบนี้ป้องกันปัญหานี้ได้ โดยไม่ต้องมีระบบกลางเพียงระบบเดียว แต่สามารถทำแบบ decentralized ได้)
  • Privacy consent based at heart การขอข้อมูลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล, Transparent and audit-able (ตรวจสอบได้), และ Transactional Privacy (บางครั้งไม่อยากให้คนอื่นเห็นธุรกรรมของตัวเอง ก็สามารถซ่อนได้)
  • Open infrastructure
  • UID

ถ้าระบบนี้เสร็จจะได้อะไรบ้าง e-KYC, e-Signature, e-Document, e-Consent, e-Authentication จะได้มาทันที

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ส่งเสด็จครั้งสุดท้าย แต่การเดินทางของผมเพิ่งเริ่มต้น

วันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชาที่เป็นที่อันรักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ หลายที่จัดงานได้ยิ่งใหญ่มาก คนเยอะ ต่อคิวกันหลายชั่วโมง แต่ทุกคนก็พร้อมจะร่วมกันส่งเสด็จ ผมก็เช่นกัน คืนก่อนวันงานไข้ขึ้นก็ได้แต่กินยานอน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังลังเลอยู่ว่าจะออกไปดีหรือไม่ ก็เปิดทีวีดูความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธี พอเที่ยงผมก็ตัดสินใจว่าจะต้องออกไปถวายดอกไม้จันทน์ให้ได้ เพราะผมไม่อยากพลาดโอกาสส่งเสด็จครั้งสุดท้าย ผมจึงเลือกสถานที่จัดงานที่ใกล้บ้านที่สุด ผมตัดสินใจไปวัดเสมียนนารี คิดได้อย่างนั้นจึงอาบน้ำแต่งตัว เรียกแท็กซี่ทันที

พอถึงวัดเดินเข้าไปหาหางแถวนี่ก็แอบตกใจว่าไกลมาก แต่ก็ไม่หวั่น เพราะระลึกเสมอว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักกว่าเราที่มายืนรอนิดๆหน่อยๆเองก็จะไม่ไหวแล้วเหรอ ช่วงที่ยืน เดินไป ทุกๆคนที่อยู่ในแถวด้วยกันน่ารักมากครับ แบ่งขนมให้กันทาน ประกอบกับเจ้าหน้าที่จิตอาสาเดินไปมาตลอดเลยครับ แจกน้ำ แจกยาดม แอมโมเนีย อ้อ…. ลืมบอกไปครับว่าที่นี่มีข้อดีอย่างนึงครับ คือไม่ต้องตากแดด ผมเลยสบายเลยครับ ไข้ไม่ขึ้นเพิ่ม คือความปรารถนาของผม

เมื่อแถวผมเริ่มใกล้เข้าไปเรื่อยๆ จิตใจผมก็ยิ่งหดหู่ เหมือนอยากจะร้องไห้ ประกอบกับระลึกถึงสิ่งที่ท่านทรงทำให้ประชาชนมาตลอด 70 ปี เสียงเพลงเทิดทูนท่านลอยตามลมมา พูดตรงๆเลยครับ ว่าจิตใจผมตอนนี้เศร้าและอาลัยท่านมากเพียงใด

ใช้เวลาไม่นานครับ ชั่วโมงนิดๆ ก็เสร็จสิ้นภารกิจ แม้ว่าการน้อมส่งเสด็จของผมจะเสร็จแล้ว แต่ผมตั้งใจจะเดินตามรอยเท้าพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย นำสิ่งที่ท่านสอนมายึดถือปฏิบัติตลอดไป มีความฝันอยากจะเดินทางไปเยี่ยมห้องทรงงานของพ่อหลวงตามโครงการต่างๆทั่วประเทศ อยากทดลองทำตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ความภูมิใจของลูกที่มีต่อพ่อแม่และพ่อหลวง

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่คนไทยทั้งชาติไม่มีวันลืม เป็นวันที่คนไทยเสียใจมากที่สุด วันนี้ก็ผ่านครบ 1 ปี ที่พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยสิ้นพระชนม์

ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ไปพบพ่อแม่ และเมื่อมีข่าวการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพรวมถึงข่าวประชาชนที่ต่อคิวเข้ากราบ ผมสังเกตเห็นว่าท่านทั้งสองอยากไป แต่ด้วยท่านอายุค่อนข้างมาก เดินทางไกลก็จะลำบาก รวมถึงจะให้ต่อคิวเข้ากราบ ยิ่งทำให้ท่านท้อที่จะไป ท่านมักจะถามว่าผมอยู่กรุงเทพได้ไปหรือยัง ต้องไปให้ได้นะ และท่านก็พูดประมาณว่าอยากมีวาสนาได้ไปกราบบ้างจัง ดังนั้นการวางแผนการครั้งใหญ่นี้จึงเกิดขึ้น ลูกๆทั้งสี่คนคิดว่าจะทำอย่างไรกันดี เริ่มจากผม เนื่องจากผมเป็นคนเดียวที่มีโอกาสได้เข้าไปกราบแล้ว และต้องประเมินว่าช่วงไหนคนจะไม่เยอะมาก พอที่จะไปต่อคิวไหว พี่ชายคนที่สามเป็นคนพาพ่อแม่ของผมมา ส่วนพี่ชายคนโตกับพี่คนรองก็ช่วยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

พี่ชายคนที่สาม วางแผนลงตารางกันได้วันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยวางแผนพาพ่อกับแม่มากราบพระบรมศพที่กรุงเทพ แล้วไหว้เจ้าอีกวัน แล้วเดินทางไปพักผ่อนริมทะเลอีก นั่นคือแผนคร่าวๆ แต่ส่วนที่ผมต้องจัดการคือการพาท่านเข้าไปกราบให้ได้ ผมเริ่มจากการเลือกโรงแรมที่พัก โดยพักที่รร.รัตนโกสินทร์ เพราะมีที่จอดรถ ใกล้ทางเข้าที่สุด จะเป็นชัยภูมิที่เหมาะกับการตั้งต้นที่จุดนี้ พอถึงวันนั้นจริงๆ พี่ชายและคุณพ่อคุณแม่ออกจากต่างจังหวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ผมก็ทำงานตามปกติ จนเวลาประมาณบ่ายสาม นัดกันว่าถ้ามาถึงก่อนให้พักที่โรงแรม แล้วผมจะรีบตามมาหลังจากประชุมเสร็จ วันนั้นทุกอย่างเป็นไปตามแผนอย่างดี

ถึงช่วงเวลาที่จะพาพ่อแม่ไปกราบพ่อหลวง รถเข็นมีของคุณแม่คนเดียว และระยะทางเดินก็ค่อนข้างไกล แม้ว่าคุณพ่อผมบอกว่าจะเดินก็ได้ แต่ลูกๆไม่อยากเสี่ยง พี่ชายดูแลรถเข็นของคุณแม่ ส่วนผมไปถามจนท. ได้ความว่ามีรถเข็นบริการ ผมเลยค่อยๆพาคุณพ่อเดินไปก่อน เพื่อไปหารถเข็น จากที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เชื่อหรือไม่ครับว่า จนท. ทุกท่านนั้นช่วยจัดการทุกอย่างให้เป็นอย่างดีมาก ตั้งแต่ผมขอติดต่อ จนได้รถเข็น จนช่วยจัดการเรื่องการเข็นเข้าไปยังบริเวณพระที่นั่ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก

ถึงหน้าพระที่นั่ง คุณพ่อสามารถเดินขึ้นบันไดไหว เลยให้แฟนของพี่ชายพาท่านเดินขึ้นไปก่อน แต่จากที่คุณแม่บอกว่าขึ้นบันไดไม่ไหว อยากจะขึ้นไปกราบ ผมกับพี่ชายและจนท.เลยตกลงกันว่า ถ้าอยากขึ้นก็ต้องขึ้น ผมและพี่ชายพร้อมจนท.เลยช่วยกันพยุง จนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่พี่ผมประทับใจมากกว่านั้นคือ ทุกคนที่รอเข้าไปกราบนั้น ไม่มีใครเร่งรัด หรือแสดงความไม่พอใจเลย ทุกคนกลับรอให้ผมและพี่ชายพาคุณแม่ขึ้นไป สรุปสุดท้าย ทุกคนได้เข้าไปกราบพระบรมศพตามความตั้งใจของทุกคน ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง ที่ทำให้อะไรหลายๆอย่างที่ดูวุ่นวาย กลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายมาก

 

22489682_1552175074821562_4729961558612264939_n

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เทคนิคการขายประกันแบบใหม่?

เช้านี้ผมได้รับสายโทรศัพท์เข้ามา เหมือนมาเพื่อจะช่วยให้ผมจ่ายเบี้ยประกันน้อยลง แต่มันแปลกๆ คือเริ่มต้นจะโทรมาสอบถามว่าผมเป็นลูกค้าบัตรเครดิตนี้หรือไม่ และได้ซื้อประกันใช่ไหม ก็ถามต่อเลยว่าแล้วได้รับบัตรแคร์การ์ดหรือยัง ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าเหมือนมีประกันอุบัติเหตุอันนึงที่ผมยังไม่ได้บัตรใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าใกล้สงกรานต์แล้วก็เป็นห่วงเลยโทรเช็คว่าได้รับหรือยัง ถ้ายังจะส่งใบใหม่ไปให้ (ฟังดูก็สมเหตุสมผล) และจะไปแจ้งบริษัทประกันที่ผมเป็นลูกค้าว่าไม่อนุญาตต่ออายุกรรมธรรม์แบบอัตโนมัติ (แหน่ะ ดูดี) ในอนาคตคุณลูกค้าไม่ต้องทำประกันใดๆกับบริษัทอื่นเพิ่มเลยนะคะ (เหมือนเตือนให้ระวังพวกหลอกขายประกัน ดูดีอีกรอบ)

จากนั้นเขาก็บอกมาเสร็จสรรพเลยนะครับ ว่าผมจ่ายเบี้ยเดือนละ 819 บาท และอยากจะลดเบี้ยประกันให้เหลือเดือนละ 689 บาท แหน่ะ มีลดเบี้ยประกันให้ด้วยเว้ย สุดยอดจริงๆ แต่ประเด็นคือผมซื้อประกันอยู่ 2 ฉบับ และจำนวนเงินไม่ใช่ที่เจ้าหน้าที่ได้พูดถึงด้วย เหอๆ เกือบเคลิ้มแล้ว “ขอโทษนะครับ ปัจจุบันผมจ่ายแค่เดือนละ 619 บาท คุณหลอกขายประกันให้ผมหรือเปล่าครับ ผมขออนุญาตไม่รับบัตรแคร์การ์ด และไม่สมัครเพื่อลดเบี้ยประกันด้วยนะครับ”

แสร่ดดดด เกือบไปแล้วมั้ยหล่ะ เรื่องนี้ต้องถึงหูครูอังคณา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มีสติทุกครั้งเมื่อคุยทุกสายนะจ๊ะ 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ย้อนเวลาไปดูเบอร์ลิน The Story of Berlin

ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้มาเที่ยวเบอร์ลิน ดินแดนที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองมากเป็นอันดับต้นๆของโลก และต้องยอมรับเลยว่าเมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกหลายแห่งอีกด้วย ผมตั้งใจจะเข้าเพียงแห่งเดียวทำให้ผมเองก็พิจารณาอยู่นานเหมือนกันว่าจะเข้าอันไหนดี สุดท้ายผมยอมทิ้งพิพิธภัณฑ์กล้องถ่ายรูปเพื่อเข้าที่นี่ แถมที่นี่อยู่เยื้องๆกับโรงแรมเลย เดินทางสะดวกมว๊ากกกกกกก เอาหล่ะเมื่อได้ตัดสินใจแล้วก็ลุยเลยยยยยย

หน้าทางเข้าทำได้เด่นสะดุดตา เป็นปีกเครื่องบิน แต่ประเด็นมันคือว่าถ้าผมไม่ได้อ่านมาก่อนว่านี่เป็นพิพิธภัณฑ์ก็คงมองข้ามไปแล้ว

img_1380

พอเลี้ยวตามลูกศรเข้ามา ก็เดินตามรอยเท้าไปยังห้องขายตั๋วได้เลย
img_1382

ค่าตั๋ว 12 ยูโร ตกประมาณ 500 บาท ก็ถือว่าราคากลางๆ ไม่แพงเว่อร์เกินไปนัก พอซื้อตั๋วเสร็จมีให้ฝากเสื้อกันหนาวด้วย
img_1383

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 24 ธีมห้อง (ไม่รวมร้านขายของที่ระลึก) โดยเริ่มต้นเล่าเรื่องตั้งแต่ความเป็นมาของเบอร์ลินตั้งแต่โบราณและค่อยๆกล่าวถึงเบอร์ลินในด้านต่างๆ เช่นด้านศาสนา ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเมือง ด้านการปฏิวัติ ด้านความเจริญรุ่งเรื่องต่างๆ จนถึงสภาวะหลังสงครามโลกที่เยอรมนีแพ้สงคราม การแบ่งเมืองออกเป็นสองฝั่งด้วยกำแพงเมืองเบอร์ลิน ทำให้เราเข้าใจถึงโลกที่อยู่หลังกำแพงทั้งสองด้านในยุคนั้น

ผมจะพาเข้าดูเรื่อยๆ อาจจะไม่มีรูปครบทุกห้อง เนื่องจากทัวร์นักเรียนเยอะมาก ถ่ายได้บ้างไม่ได้บ้าง ฮ่าๆๆๆๆ

โซนแรก เป็นเหมือนกล่าวเกริ่นนำภาพรวมของเบอร์ลินมีจุดให้ถ่ายรูปได้นิดหน่อย แต่ผมสนใจเรื่องราวหลังจากนี้ต่างหาก เลยรีบเข้าไปต่อ
img_1384

ผ่านจุดเช็คตั๋วแล้วเข้ามาเป็นบันไดขึ้นไปถึงจุดเริ่มต้นของเบอร์ลิน การตกแต่งเป็นแนวเก่าแก่ เพื่อให้ซึมซับบรรยากาศในยุคนั้นได้อย่างดี แต่เยอรมนี้เป็นประเทศด้านเทคโนโลยีก็ยังไม่ทิ้งลายสอดแทรกแสงสีเสียงเหมือนปลุกเบอร์ลินในสมัยก่อนกลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างมาก ทำให้ผู้เยี่ยมชมได้เพลิดเพลินและได้ความรู้กลับไปอย่างมากมาย
img_1385
img_1388

ด้านศาสนา เบอร์ลินเองมีผู้นับถือศาสนาหลากหลาย คริสต์ ศาสนาของชาวยิว (ไม่รู้ว่าเรียกอะไร) และอิสลาม
img_1390img_1389

โถงทางเดินกลางเพื่อเข้าสู่ห้องต่างๆตามรายทางซ้ายขวา ยังมีการตกแต่งด้วยข้อมูลเพื่อกระตุ้นให้ผู้เยี่ยมชมอดใจรอห้องต่อๆไปไม่ได้
img_1393

อย่างที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าเมืองนี้มีเรื่องราวทางทหาร การเมืองและการปฏิวัติ ถ้าใครสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้านนี้น่าจะเห็นภาพประเด็น ความขัดแย้งต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองในยุคนั้นได้เลย
img_1392
img_1394

ส่วนสถาปัตยกรรม ก็ไม่น้อยหน้า มีการสร้างโมเดลจำลองของอาคารที่สำคัญต่างๆของเมืองมาจัดแสดง แต่จะบอกว่าของจริงละเอียดกว่าเยอะ อย่างไรก็ตามก็ยังได้เห็นแนวคิดของสถาปนิกในยุคต่างๆ ยอมรับเลยว่าอะเมซิ่งมากๆครับ
img_1395img_1396

ด้านอุตสาหกรรม ยังได้เห็นเทคโนโลยีโลหะหนักสมัยก่อน ดูแล้วให้อารมณ์เหมือนว่าสมแล้วที่เยอรมนีได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรโลหะ
img_1399img_1398

ด้านความซิวิไลกันบ้าง ธุรกิจภาพยนตร์เริ่มเข้ามาแล้วในยุคนี้
ยุคต่อมาเป็นห้องที่ผมรู้สึกเศร้ามากเลยครับ เพราะเป็นบรรยากาศของหลังสงครามโลก สภาพบ้านที่พัง ถูกจัดแสดงถ่ายทอดความรู้สึกกระชากใจผมเต็มๆเลยครับ

img_1407
แน่นอนว่าเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม ประเทศถูกแบ่งการดูแล เมืองเบอร์ลินก็ด้วยเช่นกัน และผมเดาต่อกำแพงเบอร์ลินนี้แบ่งด้านที่รัสเซียดูแลกับอีก3ประเทศดูแล

img_1408
หลังจากที่เมืองถูกแบ่งด้วยกำแพงเบอร์ลิน ห้องนี้นำเสนอได้อย่างโดนใจ เพราะเขาเปรียบให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ เบื้องหลังกำแพงแต่ละฝั่ง

img_1410
img_1412img_1411
จุดสุดท้ายที่ผมอยากนำเสนอคือ ตู้เพลงใบนี้ เป็นตู้ที่ผมเห็นหลายๆคนยุคคุณพ่อ มาเลือกเพลงแล้วมีฮัมเพลงพร้อมกับโยกเบาๆ ราวกับว่าตัวเองได้ย้อนวัยไปในสมัยก่อนที่ต้องเปิดเพลงจีบสาว ผมเห็นผมก็ยังอมยิ้มกับความน่ารักของลุงๆป้าๆ เลยครับ

img_1413
สรุปเลยครับว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คุ้มค่าอย่างมากที่จะแวะมาเดินเล่น ศึกษาเรื่องราวต่างๆของเมือง การจัดแสดงเป็นการผสมผสานสิ่งแวดล้อมในสมัยเก่ากับเทคโนโลยีแสงสีเสียง สร้างความตื่นตาตื่นใจได้อย่างมาก หากใครมีโอกาสมีเยือนเบอร์ลินอย่าลืมแวะมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นะครับ ย้อนเวลากลับไปดูเมืองเบอร์ลินยุคก่อน สนุกแน่นอนครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิต กับ บางแสนไตร

ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่นักกีฬาใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะผ่านให้ได้ แม้ครั้งแรกของผมนี่จะเป็นระยะสปริ้นท์ คือว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 25 กม. และวิ่ง 5 กม. สำหรับผมแล้วที่ปั่นจักรยานมาหลายปีและช่วงหลังวิ่งบ่อยขึ้น ดังนั้นปั่นจักรยานกับวิ่งจึงน่าจะผ่านไปได้สบาย แต่ปัญหาอยู่ที่การว่ายน้ำนี่แหล่ะครับ เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน ไหนๆก็ซ้อมมาพอสมควร และระยะการแข่งนี้ก็อยู่ในระยะซ้อมด้วย คิดแค่ว่า ขึ้นจากน้ำได้ก็รอด

ผมเลือก บางแสนไตร เป็นสนามสอบแรกของผม เนื่องจากเป็นบ้านแฟน และอยากให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางของไตรกีฬา เหมือนที่ผมเลือกจบมินิมาราธอนแรกที่ขอนแก่น บ้านเกิดของผมเอง

เช้าวันแข่ง ด้วยนี่คือการแข่งครั้งแรก พูดเลยครับว่าตื่นเต้น ยิ่งเห็นสนาม เห็นบรรยากาศ มันแตกต่างจากการเป็นคนดูมากมาย มาแข่งคนเดียว ไม่รู้จะคุยกับใคร พอจัดกระเป๋าใน Transition และเช็คจักรยานเสร็จ ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่นเพื่อการผ่อนคลาย แต่เอ๊ะ โชคดีมากเหลือบมองไปเห็นพี่ธนา เทพไตรกีฬาจากสวทช. เลยเข้าไปทักทายและพูดคุย เหมือนถูกหวยเลยครับ ได้พูดคุยกับพี่ธนา ช่วยลดความกดดันตัวเองได้ แถมได้คำแนะนำในการว่ายน้ำในทะเลอีกด้วย

 

“อยู่ในน้ำอย่า panic” คำแนะนำหลักที่พี่ธนาให้ไว้ก่อนลงทะเลครั้งแรก เพราะถ้าตอนว่ายน้ำในทะเลจะมองไม่เห็นทาง ไม่เห็นความลึก แล้วอาจจะโดนผู้แข่งคนอื่นเตะ ถีบ ฟาดแขน ให้เราตั้งสติและว่ายตามสโตรคเราต่อไป จากนั้นผมกับพี่ธนาก็ได้ลองลงทะเลว่ายวอร์มอัพเบาๆ พอขึ้นจากวอร์มอัพ ก็มาล้อมวงคุยกับพี่ๆ กลุ่มเพื่อนพี่ธนา ตอนนี้ความกดดันผมคลายไปเยอะ เหลือแต่เวลาปล่อยตัวเท่านั้น

16722480_1615749121773971_1434140157221401088_o

เมื่อสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น นักกีฬากลุ่มหมวกขาว (ว่ายช้า) ก็วิ่งลงน้ำทันที ผมดันไปต่อคิวด้านหน้าเลยต้องวิ่งหนีลงน้ำ เมื่อลงน้ำได้ผมเลยต้องว่ายเบี่ยงออกไปซ้ายเพื่อลดระยะการว่ายลง การว่ายที่ตกใจกับปริมาณคนแข่ง ทุ่นที่มองจากบนฝั่งดูไม่ไกล แต่พออยู่ในทะเลนั้นมันรู้สึกไกลมาก เงยหน้าไปทางไหนก็เห็นแค่หมวกว่ายน้ำ ทุ่น และเจ้าหน้าที่กู้ภัยบนเรือคยัคพลาสติกที่อยู่ใกล้ๆ ระยะ 70 เมตรแรก ผมต้องเกาะทุ่น 2-3 ครั้ง เพราะยังตั้งสติไม่ได้ พูดตรงๆเลยครับว่าตอนนั้นความกลัวมันโผล่ขึ้นมาในหัว ลืมสิ่งที่พี่ธนาได้กำชับก่อนลงน้ำเสียสนิท เพราะเท้าแต่ไม่ถึงพื้นทะเล ดำลงไปก็เห็นแต่ดิน ทราย ลอยเต็มไปหมด แต่ถึงจุดเลี้ยว ต้องโผล่ไปที่ทุ่นอีกฝั่งให้ได้ ก็เลยรวบรวมสติแล้วค่อยๆว่ายตัดเลนไปอีกฝั่งได้สำเร็จ ตอนนั้นสติก็ยังไม่กลับมาเต็มที่เพราะยังกลัว กลัวจะเป็นตะคริว กลัวจะจมน้ำ ฯลฯ คิดถึงขั้นว่าจะยอมแพ้ DNF เลยดีไหม แต่ถ้าทำอย่างนั้น ผมจะทรยศกับตัวเองทุ่มเวลาซ้อม วางแผนการแข่ง และแถมยังทรยศคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ เลยตัดสินใจพักสักครู่ ค่อยๆว่ายเกาะทุ่นไปเรื่อยๆ จนผมน่าจะอยู่กลุ่มสุดท้ายแล้ว ตอนนั้นผ่านไปน่าจะ 250 เมตร เหลืออีก 500 เมตร ตอนนี้สติผมกลับมาตั้งหลักได้ 100% แล้ว ผมเข้าใจคำที่พี่ธนาแนะก่อนลงน้ำได้อย่างถ่องแท้เลยครับ ควบคุมจังหวะการหายใจ ว่ายไปตามจังหวะที่ตัวเองซ้อมมา 500 เมตรนี้ผมว่ายกบไปเรื่อยๆ เมื่อยก็สลับกับฟรีสไตล์ ไปเรื่อยๆ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะอยู่ในกลุ่มไม่ถึงสิบคนสุดท้ายมั้งครับ ตอนนั้นเวลาประมาณ 8.05 น. น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในน้ำ ซึ่งยังไม่โดน cut-off สุดท้ายก็รอดขึ้นฝั่งได้ ความมั่นใจ ความฮึกเหิมกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เพราะด่านต่อไปเข้าทางถนัดของตัวเองแล้ว คือ จักรยาน

ผมวิ่งตามหญ้าเทียมเข้า Transition ด้วยความยังงงอยู่ วิ่งเลยรถตัวเองไป เจอรถ S3 ใกล้ๆกัน ผมตกใจมาก เพราะกระเป๋า รองเท้าที่ผมเตรียมไว้หายไป พอดูเบอร์เท่านั้นแหล่ะ นั่นไม่ใช่เบอร์กรูนี่หว่า มองหันหลังไป รถผมจอดอยู่ที่เดิม (สติกลับมาๆ) ผมเปลี่ยนเสื้อเปียกออก ใส่เสื้อใหม่เข้าไป ใส่ถุงเท้า รองเท้าคลีท หมวก แว่นตา ส่วนถุงมือนี่เข็นจักรยานไป ใส่ไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบกล้วยตากใส่กระเป๋าไปด้วย ทุกอย่างต้องเตรียมอย่างเร็วที่สุด เพื่อลดช่องว่างของเวลาที่ผมเสียไปกับการว่ายน้ำ และจะเสียอีกทีตอนวิ่ง (เกลียดการวิ่งเข้าใส้) พอถึงจุด Bike out ผมก็ขึ้นรถ แต่สถานะของรถวันนี้มีปัญหาคือขึ้นจานใหญ่แล้วโซ่จะสีกับสับจาน ทำให้ไม่มีทางเลือกจะต้องใช้จานเล็ก เก็บการขึ้นจานใหญ่ไว้ขากลับ เพราะรู้ว่าขาไปนั้นสวนลมหนังชีวิต แต่ขากลับตามลมแน่ๆ (เส้นข้าวหลามคือเส้นที่ผมปั่นประจำ ดังนั้นทิศทางลมของถนนเส้นนี้ผมค่อนข้างชำนาญมาก) จัดไปตามแผน รักษา AV ปกติที่เคยทำมา ประคองหัวใจไม่ให้โดดไปนัก เพราะยังเหลือวิ่งให้ต้องได้ใส่อีก อย่างไรก็ตามท่องโซน 2 ตลอด แต่ก็โผล่ไปโซน 4-5 ตลอดเลย ฮ่าๆๆๆ สรุปก็ช่างมันแระ ไหนๆก็เคยฝึกเทมโปอยู่บ้าง งัดกระบวนท่านี้มาใช้เวลานี้แล้วกัน ขาไปก็ปั่นสวนลมไปเรื่อย พอกลับรถได้ จนท.แจกน้ำกระติกให้ คว้ากระติกดูดเลย ในนั้นเหมือนมีเกลือแร่ผสม ทำให้ฟื้นพลังกลับมาพอสมควรเลยครับ แล้วก็ตามแผนครับ ผมขึ้นจานใหญ่ จัดความเร็วที่ประมาณ 35-40 กม./ชม. ยาวๆ ทำให้ AV รวมของผมกลับมาอยู่ที่ 30.x กม./ชม. แถมยังเหลือพลังงานสำหรับวิ่งต่ออีกสบายๆ

screen-shot-2560-02-19-at-14-31-25

กลับเข้า Transition จอดจักรยาน เสร็จเปลี่ยนรองเท้า ถอดถุงมือ ถอดแว่น เอาของทุกอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยัดกล้วยตากเติมเข้าไป ดูดน้ำเกลือแร่อีก เสียดายลืมเอากางเกงเขียวตัวเก่งมาด้วย เหมือนขาดอะไรบางอย่างไปเลย ฮ่าๆๆๆ ถึงตอนนี้แล้วก็ไม่กลัวที่จะไม่จบแล้ว แต่แล้วสิ่งที่ผมไม่คาดคิดไว้ก็ส่งสัญญาณเตือน นั่นก็คือตะคริว การใช้แรงกับการว่ายน้ำที่เยอะเกินไป กับการปั่นจักรยาน ซึ่งที่ผ่านมาผมยอมรับอย่างนึงว่ากินน้ำน้อยกว่าปกติมากที่เวลาผมปั่นจักรยานจะกิน (วินัยในการจิบน้ำพังหมด เพราะดันจดจ่อกับการจะเร่ง) เมื่อสัญญาณเตือนมาแล้ว ผมก็ต้องระวัง เพราะตอนนี้กลัวไม่จบ ปั้นหนทางของตัวเองมาถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่จบก็คงจะเจ็บใจตัวเองมาก เลยวิ่งประคอง ปรับท่าวิ่งที่สบายที่สุด เอาคำสอนของคลิปอ.ทุกสำนัก โดยเฉพาะครูดิน (อย่างน้อยผมก็ศิษย์มีครูนะครับ) วิ่งเหมือนตัวเองก้าวขาไปเอง 6 กม. ตั้งเป้าว่าจะไม่หยุดเดิน วิ่งช้าช่างมัน และจะต้องไม่เป็นตะคริวด้วย (กลัวภาพไม่สวย) แน่นอนว่าผมทิ้งการคุมโซนของตัวเองไปนานแล้ว เพราะต่อจะให้ลดความเร็วเท่าไร แต่หัวใจก็คงยังไม่ลดลงอยู่ในโซน 2 ในสุดผมก็ผ่านเข้าเส้นชัย ด้วยเพซเฉลี่ย 8.04 นาที/กม. ถือว่าผ่านสำหรับผมแล้ว ที่เหลือก็คงขยับระยะ และซ้อมเพิ่มความเร็วต่อไป

screen-shot-2560-02-19-at-14-29-11

ในที่สุดผมก็เข้าเส้นชัยได้เหรียญดังที่หวัง แถมตัวเองไม่บาดเจ็บมากด้วย เพียงแค่กล้ามเนื้อตึงเล็กน้อย เจ็บหัวเข่า แต่พักวันสองวันก็น่าจะดีขึ้น นับว่าเป็นการแข่งขันที่สนุกมาก ชักติดใจการแข่งไตรกีฬาแล้ว แต่ต้องหมั่นฝึกซ้อมให้มากกว่านี้ ถ้าหากอยากขยับเป็นระยะสแตนด์ดาร์ด บอสตัวต่อไปของผมในไตรกีฬา และขอให้บทความนี้เป็นตัวจุดประกายให้ผู้อ่านทุกท่านออกกำลังกาย และประสบความเร็จในการผ่านการแข่งขันต่างๆนะครับ ไม่ต้องได้อันดับ แต่ขอให้สนุกกับการออกกำลังกายนะครับ

16797762_10211939292107484_5101402994283747278_o

 

สถิติทั้งหมดของผม ได้อันดับที่ 336 จาก 6xx คน เวลารวม 02:16:52 ชั่วโมง ว่ายน้ำใช้เวลา 30:24 นาที จักรยาน 45:33 นาที และวิ่ง 52.20 นาที

screen-shot-2560-02-19-at-10-25-12

Posted in Uncategorized | Leave a comment

มินิมาราธอนครั้งแรก

ขอนแก่นมาราธอนครั้งที่ 14 ปี 2560 จะเป็นรายการแรกที่ผมลงแข่งมินิมาราธอน ระยะทางแค่ 11.5 กม. ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที แต่ผมจบการแข่งที่ 1 ชั่วโมง 28 นาที ถือว่าไม่น่าเกลียด

screen-shot-2560-01-29-at-11-47-12

เนื่องด้วยวาระตรุษจีน ผมเลยกลับขอนแก่น และพอรู้ว่ามีการแข่ง Khonkaen International Marathon ก็เลยอยากลองมินิสักที และสนามแข่งแรกที่จะอยู่ในความทรงจำของผมก็เป็นสนามที่บ้านเกิดของผม มันช่างเป็นstory ที่ดีมาก แต่ความท้าทายคือผมแทบจะไม่เคยวิ่งเลย เพราะปั่นแต่จักรยาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาซ้อมน้อยมาก และแทบจะไม่เคยวิ่งเกิน 10 กม.มาก่อน เอาหล่ะจะพร้อมไม่พร้อมก็จ่ายเงินไปแล้ว ที่เหลือก็ใช้เวลา 3 วัน ซ้อมๆจนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่แล้วลองซ้อมระยะมินิ และเป็นครั้งแรกที่วิ่งต่อเนื่องเกิน 10 กม. ครั้งแรกในชีวิต

เนื่องด้วยงานนี่เป็นงานระดับนานาชาติ ไม่ต้องสนใจอันดับเลย เพราะนักแข่งมาจากหลากหลายประเทศ (ปกติก็ไม่เคยคิดที่จะชนะใครอยู่แล้ว ที่ผ่านมาไม่ว่าจะวิ่งหรือจักรยาน ผมก็แค่ต้องการชนะตัวเอง ชนะความขี้เกียจของตัวเอง) ฮ่าๆๆๆ

เวลาปล่อยตัว 6 โมงเช้า ผมไปถึงพร้อมพี่ชายและเพื่อนๆ บรรยากาศดูน่าตื่นเต้น มีนักวิ่งผิวสีเยอะแยะ วอร์มกันมากมาย แต่ระดับนักวิ่งอ่อนหัดอย่างเรา วอร์มมากไม่ได้ มันจะหมดซะก่อน อากาศที่ค่อนข้างเย็น มีลมโชยมาเอื่อยๆ อุณหภูมิน่าจะ 2x ต้นๆ องศา หยิบเสื้อแขนยาวที่พี่ชายให้ไว้เมื่อตอนปีใหม่มาใส่อุ่นใช้ได้เลยครับ


 

ธรรมเนียมปฏิบัติ ต้องมีถ่ายรูปกันก่อน พอเริ่มปล่อยตัว เนื่องด้วยกลุ่มมินินี้มาคนร่วม 7,xxx กว่าคน คณะเดินทางของเราอยู่ท้ายๆ ทำให้เสียเวลาเกือบสี่นาทีกว่าจะได้เริ่มวิ่งจากจุดสตาร์ทจริงๆ เอาหล่ะสอบไฟนัลเริ่มทำข้อสอบได้

แผนการวิ่งวันนี้ผมตั้งเป้าคือจบก่อนหมดเวลา นั่นหมายถึงผมต้องมีความเร็ว pace 8.x กม/ชม และห้ามพักด้วย เร็วกว่าความเร็วปกติของผมอยู่ค่อนข้างเยอะ เพราะปกติวิ่งคุมโซนไวๆหน่อยก็ยัง PACE 9 กว่าๆ เลย ดังนั้นก็ของัดทุกกระบวนท่าเพื่อจะพิชิตให้ได้ ผลก็คือผมทำได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ จนสร้างสถิติใหม่ให้ตัวเองได้ 7.xx กม/ชม.

screen-shot-2560-01-29-at-11-46-48

บอสของสนามนี้ผมว่าน่าจะเป็นเนิน เนินที่ปกติผมขับรถผ่านเหมือนไม่ค่อยชัน แต่พอวิ่งกล้ามเนื้อได้ซึมซับทุกความชันได้อย่างชัดเจน (ชัดกว่าปั่นจักรยานมากครับ) สุดท้ายผมก็กัดฟันประคองความเร็วและคุมหัวใจไม่ให้ไกลเกินไป สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่อย่างผม หัวใจถือว่าต้องระวังมากครับ

 


ความประทับใจของสนามนี้

  1. น่าจะเริ่มจากระบบลงทะเบียนที่ง่าย (แต่น่าจะให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ เพราะวันที่สมัครเกือบจ่ายเงินที่ธนาคารไม่ทัน)
  2. การรับ BIB ก็สะดวกมากครับ ของแจกก็จัดได้ว่าดีครับ
  3. การจัดงาน ถือว่าดูยิ่งใหญ่มาก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดถนนตลอดทาง น้ำที่จัดได้ว่าเยอะมากเกือบจะทุก 1-2 กม.เลย และที่ชอบบรรยากาศกองเชียร์ที่ร้องเล่นเต้นรำระหว่างทาง ดูแล้วเพลินดี

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะแก้ไข (ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น)

  1. นักวิ่งที่ทิ้งแก้วไม่ลงถังขยะ ความมีวินัยถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย
  2. การโอนเงินจ่ายค่าสมัคร น่าจะบวกเดดไลน์อีกสักวันก็น่าจะดี เพราะผมสมัครตอนก่อน 6โมงเย็น แล้วกำหนดการจ่ายเงินคือภายในวันนั้น ผมนี้ไปธนาคารในห้างแทบไม่ทัน

 ต่อไปจะต้องซ้อมให้ดีขึ้น ปีหน้าอาจจะลงฮาฟได้ ที่เหลือมาดูว่าปีนี้ผมจะเตรียมตัวไว้ไปลุยได้หรือไม่ เด๋วรู้กัน

Posted in Uncategorized | 2 Comments

สรุปการอบรม Infographics

Infographic เป็นการผสมผสานระหว่าง ศาสตร์และศิลป์ เป็นการเอาศิลปะมาใช้ในการอธิบาย สำหรับผมแล้วผมว่าเป็นเสมือนการถ่ายทอดองค์ความรู้ชั้นสูงเลย คือการจะอธิบายทุกอย่างให้จบในหน้าเดียว ผิดกับการทำสไลด์ลิบลับเลยครับ เพราะถ้าสไลด์ทำไม่พอก็สร้างหน้าต่อไป ฮ่าๆๆๆๆ ตัวหนังสือก็ต้องใช้แบบที่ให้เกิดอารมณ์ร่วมและความอยากอ่าน แถมรูปนั้นก็ต้องสื่อให้คนอ่านเห็นแล้วเข้าใจได้ทันที อีกทั้งในปัจจุบันเขามักนิยมใช้ Infographic ในการอธิบายข้อมูลต่างๆอีกด้วย ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ผมปฏิเสธการเสริมทักษะด้านนี้ของผม

วันที่ 19-20 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้เข้ารับการอบรม Infographic หลังจากจองอบรมมา 3 รอบแต่พลาดทุกรอบ พอครั้งนี้มีโอกาส และเป็นรุ่นสุดท้ายด้วย จึงไม่รอช้าจองคิวและมาเรียนนั่งหน้าสุด ฮ่าๆๆๆๆ พอเข้ามาเซ็นต์ชื่อจะได้รับหนังสือเล่มนึงชื่อ Infographic Design พูดได้คำเดียวว่า ใครพลาดหล่ะ น่าเสียดาย หลักสูตรดีๆ ขนมอร่อย กินกันอิ่มเบยยยยยยยยย (ขอขอบคุณทางฝ่ายบุคคล วิทยากร และผู้จัดงานทุกท่านด้วยนะครับ)

s__2588702

เอาหล่ะครับเข้ามามีสาระบ้าง หลักสูตรนี้เนื้อหาจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

  • ภาคทฤษฎี ที่กล่าวถึงประเภทต่างๆของ infographic มีกฎอะไรบ้างที่ต้องเข้าใจ (แต่บางครั้งแหกกฎก็ได้เน๊อะ อินดี้)
  • ส่วนภาคปฏิบัตินั้น ก็เน้นการใช้โปรแกรม powerpoint ในการสร้าง infographic เครื่องมือต่างๆของโปรแกรมนี้ถือว่าใช้ได้เลย นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังง่ายต่อการสร้าง infographic อีกด้วย

ทางวิทยากรได้เกริ่นนำก่อนว่าการสร้าง infographic นั้นจำเป็นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • มีข้อมูลต้องพร้อม
  • หัวเรื่องต้องน่าสนใจ ให้ภาษากระชาก หรือกระตุ้นความอยากอ่าน
  • ใส่เครดิต ทั้งแหล่งข้อมูล และโลโก้หน่วยงาน หรือผู้สร้าง
  • รูป
  • สีต้องสบายตา สีอ่อน สีโทนเดียวกัน ใช้ 3 สี ก็พอ
  • ตัวหนังสือ
  • ตัวเลข ถ้าเป็นค่าประมาณ ให้ใส่ *ตัวเลขโดยประมาณ ด้วย

 

Infographic มี 7ประเภท

  1. เอาสถานการณ์ปัจจุบันมาออกแบบ
  2. สอนฮาวทู มีขั้นตอน วางบนซ้ายลงล่าง แล้วไปขวาบนลงขวาล่าง
  3. ให้ความรู้ แปลงความรู้ที่ไม่น่าอ่าน ให้กลับมามีชีวิตชีวา
  4. บอกเล่าตำนานหรือวิวัฒนาการ
  5. อธิบายผลสำรวจ และงานวิจัย ส่วนใหญ่จะมีผลสรุปงานวิจัยด้านล่าง
  6. กระตุ้นให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
  7. โปรโมทสินค้าและบริการ

 

กฎการออกแบบ

  1. กฎ 3 สี ให้ใช้ 3 โทนสี ก็พอ เช่นสีเขียวอ่อนกับสีเขียวแก่ ให้นับแค่ 1 เป็นต้น
  2. กฎการ Focus โดดเด่นในสิ่งที่จะสื่อ
  3. กฎของตัว Z จัดอันดับด้วยตัว Z
  4. กฎการหายใจ คือเว้นระยะช่องว่างระหว่างตัวหนังสือและรูปภาพ ไม่ให้ดูอึดอัด

 

เทคนิคการทำ infographic ด้วย ppt

  1. หลังจากเปิดโปรแกรม ให้ปรับแต่งขนาดกระดาษ โดยทั่วไปจะใช้ A3, A4 แนวตั้งหรือแนวนอน
  2. คลิ๊กขวา เลือก Format background แล้วทำการเลือกสี มีหลายแบบ เลือกตามความเหมาะสม
  3. การใส่รูป มีการ remove background ได้ด้วย (เพิ่งรู้)

screen-shot-2560-01-19-at-11-50-01

 

เทคนิคการสร้าง Stroke ในของรูป

  1. เลือกรูปที่ต้องการจะทำ แล้ว Remove background
  2. จากนั้นใช้ shape เลือก Curve สร้าง Stroke รอบรูปได้ ดังรูป
  3. การสร้างกลุ่มรูป ทำให้เคลื่อนย้ายรูปง่ายขึ้น

screen-shot-2560-01-20-at-10-08-51

 

การสร้างกรอบภาพพาโนรามา 

  1. สร้าง shape เลือก Rectriangle จากนั้น คัดลอกมา 3 กรอบ แล้ว Group
  2. จากนั้นเลือก format shape เลือก picture or texture fill
  3. แล้วสามารถตกแต่งกรอบภาพเพื่อเพิ่มความสวยงามได้

screen-shot-2560-01-20-at-10-16-09

 

เทคนิคการใช้ Format copy (รูปแปรงทาสี)

  1. การดับเบิลคลิ๊ก สามารถใช้ในการ deploy format ไปได้หลายครั้ง พอเสร็จให้ใช้ esc เพื่อยกเลิก

 

การใช้รูปร่างใน Shape สร้างรูปต่างๆ โดยการเอารูป Basic มาประกอบร่างกัน ให้กลายเป็นรูปต่างๆ ดังรูป

screen-shot-2560-01-20-at-11-57-56

เทคนิคการสร้างรูป โดยใช้ Merge ด้วยการใช้ group นั้นบางคร้ังก็อาจจะไม่สามารถสร้างรูปบางอย่างได้ ดังนั้นการใช้ Merge เข้ามาช่วยก็จะดีขึ้น แต่ข้อแตกต่างกันคือถ้าหากใช้ Merge รูปจะเหลือแค่รูปหลังผ่านกระบวนการ แต่ถ้า Group หากต้องการแก้ไขยัง Ungroup ได้

screen-shot-2560-01-20-at-17-20-57

 

เทคนิคการสร้างถนน เราใช้ Curve ใน Line ลากแล้วใช้ edit point ในการแก้ไขอีกที (คลิ๊กขวาที่รูป เลือก edit point)

Screen Shot 2560-01-20 at 17.21.13.png

 

นอกจากเราจะสามารถสร้าง infographic โดยการสร้างทุกอย่างเองแล้ว ในโปรแกรม powerpoint ยังสามารถใช้ smart art เพื่อช่วยในการสร้างแบบอัตโนมัติได้อีกด้วย โดยการเลือก Layout เป็น Content&Pictures แล้วนำข้อมูลมาวางจากนั้นก็เลือก Convert to Smart art ได้เลย

screen-shot-2560-01-20-at-17-27-34

Posted in Uncategorized | Leave a comment

TCA 100 km พุทธมณฑล – ลำพญา

เมื่อวานนี้วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาว EGA Cycling Club ลงสนามแข่งวัดใจ ปั่นระยะ 100 กม. จากพุทธมณฑลไปกลับตลาดน้ำลำพญา สมาชิกผู้ร่วมทางได้แก่ ผม น้าหน่อง ต้า โม จิน และพี่เบ้(ที่ตามมาปั่นเล่นด้วย) มีแถมยีนส์ พริตตี้ของกลุ่มที่คอยเซอร์วิสและถ่ายรูปพวกเราให้ ถึงแม้ว่าระยะ 100 กม. สำหรับพวกผมแล้วถือว่าไม่สาหัสมากนัก แต่สำหรับ โมและจินแล้ว นี่คือครั้งแรกของทั้งสองคน เวลาออกตัวของพวกเรา 7โมงเช้า แต่จินออก 6.45น. เนื่องจากลงทะเบียนไม่ทัน แต่ก็เป็นเรื่องดี เพราะจินดูจะเสียเปรียบกว่าทุกคน ด้วยเป็นรถเสือภูเขา และประสบการณ์การปั่นทางไกลน้อยที่สุด จินจะได้ออกนำหน้าพวกเราไปก่อนสักระยะ อย่างไรก็ตามการโอ้เอ้ตอนเช้าทำให้กว่าพวกเราจะได้ออกเดินทางคือ 7.20น. ซึ่งจินได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้ว 30นาที 

มนต์เสน่ห์ของการแข่งออแดกซ์คือการหลงทาง อาจจะด้วยการปั่นตามคันหน้าที่พาหลง หรือความไม่เข้าใจในเส้นทางดีพอ แล้วเราก็หลงครั้งแรกตั้งแต่เพิ่งพ้นเขตพุทธมลฑลเอง อย่างไรก็ตามการแข่งครั้งนี้ผมกลับประทับใจที่มีการเตรียมจนท.ประจำแยกต่างๆเพื่อคอยกันรถและบอกทางเป็นระยะ ผิดกับการแข่ง 200กม.ขึ้นไป ต้องดูแลตัวเอง และเส้นทางการแข่งขันครั้งนี้เป็นซอกซอย ถนนเล็กๆทำให้เราทำความเร็วยาวๆไม่ได้(แต่ก็ดีแล้ว ฮ่าๆๆๆ) ถนนที่ขรุขระก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคของพวกเรา แต่ผมประทับใจที่สุดก็คือความร่มรื่นตลอดเส้นทาง ต้นไม้เยอะ แถมวันนี้มีเมฆเยอะอีกด้วย คือดีงามฝุดๆ

เมื่อเราปั่นออกมาไม่นาน ต้าร์ได้คุยกับยีนส์เพื่อนัดแนะสถานที่ปล่อยตัวละครลับของเรา ผู้มาสร้างความทรมานบันเทิงครั้งนี้ให้มีสีสรรมากขึ้น ฮ่าๆๆๆ หลังจากพี่เบ้เข้ากลุ่มแล้ว เราคุมความเร็วที่ประมาณ 28-30 กม./ชม. โดยมีจุดมุ่งหมายคือตามหาจิน ที่ออกตัวก่อนพวกเรา 30 นาที 


พวกเรากว่าไล่กวดจนทันจินก็เกือบครึ่งทาง ก่อนเข้าตลาดน้ำลำพญา แล้วเข้าพักที่เช็คพ้อยนี้ด้วยกัน พักกินน้ำ กล้วย นั่งคุยเล่นกันปานมาปั่นฟรุ้งฟริ้ง 



ออกจากตลาดน้ำ พวกเราตัดสินใจจะปั่นประคองเข้าเส้นชัยพร้อมกัน มีช่วงแยกกันตอนพวกเราแอบไปกินก๋วยเตี๋ยวไก่ กับกินไอติมที่จุดเช็คพ้อยสุดท้าย ฮ่าๆๆ ส่วนจินปั่นต่อไปเรื่อยๆ ปฏิบัติการตามหาจินได้เริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยความเร็ว 30-33 กม./ชม. สลับกันลากกัน จนสุดท้ายพวกเรามาเจอกันก่อนเข้าเส้นชัยประมาณ 8 กม.สุดท้าย และปั่นเข้าเส้นชัยพร้อมกัน ฮ่าๆๆๆ

ตามสโลแกนของกลุ่ม “ปั่นด้วยกัน กลับพร้อมกัน”


สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณะเดินทางทุกคน พี่เบ้ที่มาช่วยลากให้ และยีนส์ที่มาถ่ายรูปให้นะครับ

แล้วพบกับความทรมานบังเทิงครั้งต่อไปครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment